วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แบบรายงานผลการพัฒนานวัตกรรม

1. ชื่อนวัตกรรม
ผลของการใช้เทคนิคแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาความสามารถการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2. นวัตกรรมด้าน
สื่อการเรียนการสอน

3. ความเป็นมาของนวัตกรรม
การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยมีวิวัฒนาการตลอดมาอย่างต่อเนื่องตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ทั้งนี้ ภาษาอังกฤษนับว่าเป็นภาษาต่างประเทศที่คนไทยเรียนมากที่สุด โดยผู้เรียนมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้ภาษาอังกฤษติดต่อสื่อสารกับคนทั่วโลก ดังนั้นแนวการเรียนการสอนสำคัญที่ใช้พัฒนาผู้เรียนคือแนวการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (Communicative Approach) ซึ่งเป็นแนวการสอนที่มุ่งเน้นพัฒนาทักษะทางภาษาทั้ง 4 ด้าน คือ การฟัง พูด อ่าน และเขียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาในสถานการณ์จริง และเพื่อการปฏิบัติอย่างได้ผล อย่างไรก็ตาม ในบรรดาทักษะทั้ง 4 ด้านดังกล่าว จะพบว่าทักษะการเขียนเป็นทักษะที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เพราะการเขียนเป็นเครื่องมือสำคัญที่มนุษย์ใช้ในการติดต่อสื่อสารและถ่ายทอดความคิดไปยังผู้อื่นได้ในหลายรูปแบบและในสถานการณ์ต่างๆ กันทั้งในชีวิตประจำวัน ในงานอาชีพและการศึกษาต่อในระดับสูง ในชีวิตประจำวันผู้เขียนสามารถใช้ภาษาเขียนแบบไม่เป็นทางการ เช่น การส่งข้อความทางอีเลคโทรนิค (E-mail Message) หรือสนทนาในห้องสนทนาทางอินเตอร์เน็ต (Internet Chatroom) และในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศ คนไทยติดต่อทำธุรกิจและการค้ากับชนชาติอื่นๆ โดยใช้การเขียนสำหรับทำเอกสารทางธุรกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ทักษะการเขียนเป็นทักษะภาษาอังกฤษที่จำเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาระดับสูง นอกจากการอ่านหนังสือและบทความทางวิชาการจำนวนมากแล้ว ผู้เรียนยังต้องพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิชาการต่างๆ เช่น การเขียนบันทึกย่อ (Memo) การเขียนสรุปความ การเขียนอ้างอิง การเขียนเปรียบเทียบ การเขียนบรรยายขั้นตอน การเขียนบรรยายตาราง แผนภูมิ การเขียนตอบคำถามแบบความเรียง การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นแบบความเรียง การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น และการเขียนรายงาน เป็นต้น (สุภาณี ชินวงศ์. 2542-2543 : 10-11; อ้างอิงจาก Jordan. 1997. 165)
จะเห็นได้ว่า นอกจากกระบวนที่ซับซ้อนแล้ว ในการเขียนผู้เขียนจะต้องมีความรอบรู้ มีความคิดและสะสมประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งความรู้ด้านภาษา (Linguistic knowledge) และประสบการณ์ด้านอื่นๆ ที่สะสมเป็นความรู้เดิม (Background knowledge) สำหรับความรู้ทางด้านภาษา ผู้เขียนใช้ความรู้เกี่ยวกับกลไกการเขียน การสะกดคำ เครื่องหมายวรรคตอน กฎเกณฑ์ โครงสร้างประโยคและโครงสร้างข้อเขียนรูปแบบต่างๆ (Organizational pattern) ด้านประสบการณ์เดิม ผู้เขียนต้องมีความรู้ในเรื่องราวที่จะเขียน สาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่นการเขียนรายงานในวิชาวิทยาศาสตร์ ผู้เขียนจะต้องสามารถอธิบายขั้นตอนการทดลอง (Steps of processes) ได้ ในการเขียนแสดงความคิดเห็น ผู้เขียนจะต้องอธิบายเหตุและผล (Cause & Effect) เพื่อให้ผู้อ่านมีความเห็นคล้อยตามไปด้วย หรือแม้แต่ในการบรรยายภาพ ผู้เขียนจะต้องสามารถเขียนโดยใช้วิธีการเปรียบเทียบความเหมือนหรือความแตกต่าง (Comparison & Contrast) เพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน (สุภาณี ชินวงศ์. 2542-2543 :10-11; อ้างอิงจาก Cumming. 1989 : 120)
จากประสบการณ์ของผู้วิจัยในการสอนวิชาภาษาอังกฤษหลักแก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนทับโพธิ์พัฒนวิทย์ อำเภอรัตบุรี จังหวัดสุรินทร์ ในส่วนของการเขียนพบว่านักเรียนมีปัญหาหลากหลายในการเขียนเรียงความ ได้แก่ การเลือกใช้คำศัพท์ยังอยู่ในวงจำกัด การนำเสนอเนื้อหายังขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ขาดรูปแบบการเขียนที่หลากหลาย การเรียบเรียงเนื้อหายังสับสน การเขียนประโยคที่ไม่สมบูรณ์ อีกทั้งครูส่วนมากไม่ค่อยให้นักเรียนฝึกเขียนอย่างหลากหลายรูปแบบ ขาดเทคนิคในการสอนการรวบรวมเค้าโครงนำไปสู่การเขียน เมื่อศึกษาสาเหตุสำคัญพบว่านักเรียนไม่ได้รับการฝึกฝนให้ระดมความคิดเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องและวาง เค้าโครงเรื่อง (Outline) ในขั้นก่อนลงมือเขียนและขาดการฝึกลักษณะงานเขียนที่หลากหลายรูปแบบ อีกทั้งตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กำหนดว่าสถานศึกษามีภารกิจที่ต้องประเมินความสามารถของผู้เรียนด้านการอ่านคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ในการตัดสินการผ่านช่วงชั้นของนักเรียน ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาความสามารถงานเขียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เนื่องจากความสามารถการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน สามารถแสดงออกด้วยงานเขียน (กลุ่มส่งเสริมการเรียนการสอนและการประเมินผล. 2545 : 31) อกประการหนึ่งที่ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษากลุ่มตัวอย่างนี้เนื่องจากนักเรียนกลุ่มดังกล่าวจะต้องลงทะเบียนในรายวิชาภาษาอังกฤษอ่านเขียนที่ผู้วิจัยทำการสอนในปีการศึกษาต่อไป ประการที่สองนักเรียนกลุ่มนี้มีเป้าหมายที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเป็นส่วนมาก ดังนั้นการได้มีโอกาสทดลองวิจัยเพื่อหารูปแบบการสอนเขียนที่ส่งเสริมและแก้ไขข้อบกพร่องของนักเรียน จะช่วยทำให้ผู้วิจัยได้มีโอกาสเตรียมแผนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนให้แก่กลุ่มดังกล่าว เมื่อนักเรียนได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีจะได้มีพื้นฐานที่มากเพียงพอที่จะพัฒนางานเขียนของตนให้สูงขึ้นในระดับอุดมศึกษา
จากการศึกษาแนวความคิดและผลของการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย ที่กล่าวมาแล้ว
จะเห็นได้ว่าทักษะการเขียนเป็นทักษะที่ยาก มีความสลับซับซ้อน ผู้เขียนต้องใช้ความสามารถในการเขียนเป็นอย่างมากทั้งในด้านภาษาและความสามารถที่จะถ่ายทอดความคิดออกมาในรูปแบบของการเขียนที่เป็นมาตรฐานที่ผู้ใช้ภาษาอังกฤษหรือเจ้าของภาษาใช้และเป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ผู้วิจัยส่วนใหญ่ได้ให้ความสำคัญต่อขั้นตอนการเรียบเรียงความคิดซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนการเขียน ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เขียนสามารถระดมและเรียบเรียงความคิดที่จะใช้เขียนอย่างเป็นระบบเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ถ่ายทอดความคิดได้มากขึ้น มีการใช้คำศัพท์มากขึ้น มีรูปแบบการเขียนที่ชัดเจนและหลากหลาย โดยยังไม่ต้องคำนึงถึงโครงสร้างและไวยากรณ์ของการเขียนมากเกินไป กล่าวคือ สิ่งสำคัญ 2 ประการที่ผู้สอนเขียนต้องพัฒนาให้เกิดในตัวนักเรียนคือ ประการแรก ในการสอนเขียนผู้สอนจำเป็นที่จะต้องสอนความรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดและฝึกให้ผู้เรียนเขียนตามขั้นตอนย่อย (Sub-processes) ของการเขียนโดยเริ่มจากขั้นก่อนการเขียน (Pre-writing) จนผู้เขียนเกิดความชำนาญ ประการที่สอง เนื่องจากความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการเรียบเรียงความคิดมีความสำคัญต่อการเขียน ผู้สอนต้องสอนรูปแบบของการเรียบเรียงความคิดตามแบบการเขียนภาษาอังกฤษ ประเภทต่างๆ (Organizational pattern) กล่าวโดยสรุปคือ สอนประสบการณ์ความรู้เดิมที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษที่เป็นเจ้าของภาษามี (Schemata) จนผู้เรียนสามารถนำมาใช้ในการเขียนได้อย่างอัตโนมัติเฉกเช่นเจ้าของภาษา
จากแนวคิดของนักการศึกษาและงานวิจัยต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงค้นคว้าหาวิธีที่จะพัฒนาความสามารถทางการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนทับโพธิ์พัฒนวิทย์ ให้สูงขึ้น และพบว่าการใช้แผนผังความคิดเป็นแนวทางให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดอย่างหลากหลายอิสระแล้วนำความคิดนั้นๆ มาจัดระบบ ระเบียบ สร้างความเชื่อมโยงกันตามหลักการของแผนผังความคิด ก่อนที่จะนำแนวคิดเหล่านั้นมาเขียนเพื่อสื่อความหมาย และเป็นวิธีการสอนที่จะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาการเขียนให้มีประสิทธิภาพ
4. กระบวนการได้มาซึ่งนวัตกรรม
4.1 วัตถุประสงค์ เป้าหมาย
1. เพื่อศึกษาผลการใช้เทคนิคแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียน
2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนการสอนเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้แผนผังความคิด
4.2 วิธีการ มีขั้นตอนในการสร้าง ดังนี้
แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษก่อนและหลังการทดลอง
เป็นแบบวัดความสามารถที่ให้ผู้เรียนเขียนเรียงความระดับย่อหน้าใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในการทดสอบก่อนและหลังการทดลองเป็นแบบทดสอบแบบคู่ขนาน โดยกำหนดชื่อเรื่อง ประเภทงานเขียนความยาวของเรื่อง 150-200 คำ
แผนการจัดการเรียนรู้การเขียนโดยใช้แผนผังความคิด จำนวน 4 แผน
1. ศึกษาหลักสูตร จุดประสงค์การเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษหลัก (อ 42102) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2. ศึกษาค้นคว้า เอกสาร งานวิจัย และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการใช้แผนผังความคิดและการสอนการเขียน
3. ศึกษากิจกรรมการเขียนภาษาอังกฤษในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากหนังสือ Global Link ใช้เป็นตำราหลัก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเลือกประเภทของงานเขียน ที่ใช้ในการวิจัย
4. ผู้วิจัยสร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนผังความคิดตามแนวการสอนของ
จุติมา นาควรรณ (2545) จำนวน 4 แผน เป็นแผนการสอนที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมการเรียน
การสอนในห้องเรียนโดยมีกระบวนการสอน 3 ขั้น ได้แก่
ขั้นที่ 1 ก่อนการเขียน ประกอบด้วยการทบทวนและสร้างความเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม การให้แนวทางในการเรียนรู้ การระดมสมอง และสร้างผังความคิดเกี่ยวกับเรื่อง
ที่จะเขียน
ขั้นที่ 2 ระหว่างการเขียน ประกอบด้วย ขั้นการร่าง โดยการนำข้อมูล ที่ได้ในขั้น
ที่1 มาเรียบเรียง ให้สัมพันธ์ต่อเนื่อง และได้ใจความ
ขั้นที่ 3 หลังการเขียน ประกอบด้วย ขั้นปรับปรุงแก้ไข เป็นการอ่านทบทวน ตรวจสอบ ปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ได้งานเขียนที่สมบูรณ์ที่สุด แล้วนำเสนอผลงาน เป็นการนำเสนอผลงานต่อบุคคลอื่นโดยวิธีการต่างๆ แผนการเรียนรู้ที่ใช้ในการค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่
1. การเขียนแบบบรรยาย
2. การเขียนเล่าเรื่อง ลำดับเหตุการณ์
3. การเขียนเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่าง
แบบประเมินและเกณฑ์การประเมินความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษ
1. ศึกษาหลักการวัดผลและประเมินผลที่กำหนดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 รายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
2. สร้างแบบประเมินความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้เกณฑ์การประเมินแบบ (Analytic Scoring) ซึ่งปรับจากเกณฑ์การวัดความสามารถการเขียนของจาคอบส์เป็นเครื่องมือที่กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน และกำหนดระดับความสามารถในการเขียนของผู้เรียน ไว้
4 ระดับ โดยพิจารณาจากองค์ประกอบ 5 ด้านของงานเขียน ได้แก่
1. เนื้อหา 4 คะแนน
2. การเรียบเรียง 4 คะแนน
3. คำศัพท์ 4 คะแนน
4. การใช้ภาษา 4 คะแนน
5 กลไกทางภาษา 4 คะแนน
รวม 20 คะแนน
แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการสอนเขียนโดยใช้แผนผังความคิด
1. ศึกษาเอกสาร ตำรา งานค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับสร้างแบบสอบถาม
2. ดัดแปลงแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนการสอนจำนวน 20 ข้อ ของจุติมา นาควรรณ (2545 :190-192) โดยกำหนดประเด็นหลักของเนื้อหาไว้ดังนี้
2.1 ความรู้ความสามารถในการวางแผน การเขียน
2.2 ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการเขียนโดยใช้แผนผังความคิด
4.3 เครื่องมือในการตรวจสอบ
แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษก่อนและหลังการทดลอง
มีผู้ประเมิน 3 คน ได้แก่ ผู้วิจัย ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 2 คน เป็นผู้ตรวจให้คะแนนโดยใช้เกณฑ์การประเมินงานเขียนที่ดัดแปลงจากแนวความคิดของจาคอบส์ เพื่อนำผลคะแนนที่ได้จากการทดสอบทั้งก่อนและหลังการทดลองมาวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างความสามารถในการเขียนของผู้เรียน
แผนการจัดการเรียนรู้การเขียนโดยใช้แผนผังความคิด จำนวน 4 แผน
1. นำแผนการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนออาจารย์ที่ปรึกษา ตรวจดูความถูกต้องเหมาะสมและนำมาแก้ไขปรับปรุง
2. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจดูความเหมาะสมอีกครั้งและนำมาแก้ไขปรับปรุง จากนั้นนำไปทดลองกับผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
แบบประเมินและเกณฑ์การประเมินความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษ
1. นำเกณฑ์การประเมินงานเขียน ไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
2. นำข้อมูลย้อนกลับจากผู้เชี่ยวชาญ มาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของเกณฑ์
การประเมินงานเขียน
3. นำเกณฑ์การประเมินงานเขียนที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว ไปใช้ในการทดลอง
4. นำเกณฑ์การประเมินงานเขียนที่มีคุณภาพแล้วไปให้ผู้ประเมิน 3 คน ได้แก่ ผู้วิจัย และอาจารย์ผู้สอนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 2 คน ใช้เป็นเกณฑ์ในการให้คะแนนงานในการประเมินผลการทดสอบของผู้เรียนก่อนและหลังการทดลอง เพื่อให้ค่าของคะแนนมีความเชื่อมั่น
5. วิเคราะห์ข้อมูล
6. สรุปและอภิปรายผล
แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการสอนเขียนโดยใช้แผนผังความคิด
1. นำแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาอังกฤษและวัดผลการศึกษาตรวจเนื้อหา โดยพิจารณาข้อความในแบบทดสอบถามความคิด
เห็นว่ามีความเหมาะสมในการประเมินระดับความคิดเห็นของนักเรียน
2. นำแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนมาปรับปรุงและแก้ไข แล้วนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง โดยให้ประเมินระดับความคิดเห็นของตนเองหลังจากเสร็จสิ้นการทดลองแล้ว
5. การออกแบบนวัตกรรม
5.1 ความหมาย
แผนผังความคิด เป็นความคิดรวบยอดที่แสดงออกมาเป็นภาพรวมอย่างเป็นระบบแต่มีอิสระ ช่วยให้ผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงของความคิดง่ายต่อการจดจำและเข้าใจ

5.2 แนวคิดทฤษฎี
ลักษณะเด่นของเทคนิคนี้ก็คือการจัดระบบและการเชื่อมโยงความคิดต่างๆเข้าด้วยกันโดยใช้คำสำคัญในการนำเสนอความคิดต่างๆ เหล่านั้น และจะให้ความสำคัญกับการแตกกระจายความคิดจากจุดกลางออกไปเรื่อยๆ ซึ่งลักษณะพื้นฐานของผังความคิดนี้ก็จะนำมาซึ่งกฎเกณฑ์ในการสร้างและการใช้ผังความคิดต่อไป
5.3 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานเขียน
1.1 ความสามารถในการเขียน
ความสามารถในการเขียน หมายถึง ความสามารถในการใช้กระบวนการคิดของผู้เขียนในการถ่ายทอดความรู้เป็นความคิดที่มีการเรียบเรียง ลำดับความเหมาะสม โดยใช้ความรู้ด้านเนื้อหา การเรียบเรียงเรื่องราว คำศัพท์ และการใช้ภาษาในการสื่อความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้เขียน
1.2 องค์ประกอบในการเขียน
1. เนื้อหา (Content ) ได้แก่เนื้อหาสาระที่จะใช้ในการเขียน
2. รูปแบบ (Form) ได้แก่การเรียบเรียง การจัดลำดับเนื้อหา ให้มีความต่อเนื่องกัน
3. ไวยากรณ์ (Grammar) ได้แก่การใช้รูปแบบโครงสร้างทางไวยากรณ์ที่ถูกต้องและสื่อความหมายได้ชัดเจนและครอบคุลม
4. ลีลาการเขียน (Style) ได้แก่ การเลือก โครงสร้างทางไวยากรณ์ เลือกคำ และสำนวนต่างๆ ของภาษาที่ใช้ในการเขียนเพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์และอรรถรสในการอ่านจากข้อความที่เขียน
5. กลวิธีการเขียน (Mechanics) ได้แก่การใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ของภาษาที่ใช้ในการเขียน เช่น การใช้ตัวอักษรใหญ่และเครื่องหมายวรรคตอน
1.3 รูปแบบการเขียน
1. การรวมกลุ่ม (Collocation of Description) เป็นการรวมกลุ่มหรือเรียงลำดับความคิดของเนื้อหาในแต่ละตอนเข้าด้วยกัน โดยปกติแล้วข้อความประเภทนี้จะมีลักษณะของการรวมกลุ่มความคิดไม่ค่อยชัดเจน นอกจากชนิดที่มีการเรียงลำดับ (Sequencing) ของความคิด ซึ่งทำให้การรวมกลุ่มนั้นชัดเจนขึ้นมา คำสัญญาณ (Signal words) ที่ทำให้สังเกตลักษณะของรูปแบบ การเขียนของข้อความประเภทนี้ได้แก่ First, Second, Then, Next, Before, After, Last, Finally เป็นต้น
2. การพรรณา (Description, Attribute or List) เป็นการนำเสนอข้อปลีกย่อย หรือรายละเอียดที่เกี่ยวกับความคิดหลักของเหตุหรือเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น อันสืบเนื่องมาจากหัวเรื่อง โดยมีคำสัญญาณเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างหัวเรื่องกับรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำชี้แนะ ได้แก่
For example, such as, For instance, First, Second, Third, Last, Another, Furthermore,
In addition เป็นต้น
3. การเปรียบเทียบ (Comparision /Contrast) เป็นลักษณะของข้อความที่มีรูปแบบของการเปรียบเทียบหรือตรงกันข้าม บ่งบอกถึงความเท่าหรือไม่เท่ากันในความคิดหลักของเนื้อหาแต่ละตอน โครงสร้างของข้อความประเภทนี้สังเกตได้จากคำสัญญาณ ซึ่งได้แก่ different from, compared to, both …….and, same …as, unlike, however, alike, in comparison, otherwise, similar to, in contrast, on the other hand, resemble, on the contrary, yet เป็นต้น
4. ความเป็นเหตุเป็นผล (Causation, Cause-Effect, Antecedent-Consequence Before-As a result) ความคิดหลักของข้อความประเภทนี้ถูกจัดรวบรวมขึ้นเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งจะเป็นข้อความประเภทที่เกี่ยวกับสาเหตุ (Cause) อีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นข้อความหรือสถานการณ์ที่เป็นผลอันเนื่องมาจากสาเหตุของกลุ่มแรก ความเกี่ยวข้องของข้อความทั้งสองกลุ่ม ซึ่งได้แก่ สาเหตุและผลที่เกิดขึ้นใน 2 ลักษณะ คือ จะรวมกันในลักษณะของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน-หลัง และมีความเป็นเหตุเป็นผลหรือกึ่งเหตุผล คำสัญญาณที่ใช้สังเกตโครงสร้างข้อความประเภทนี้ ได้แก่ because of, so, if, then, as a result, so that, since, in order to, hence, therefore, consequently เป็นต้น
5. ปัญหาและการแก้ไขปัญหา (Problem-Solution, Predicament-Response,
Question-Answer) เป็นข้อความที่มีโครงสร้างรูปการเขียนที่ชี้ให้เห็นความคิดหลักของเนื้อหา
ที่ประกอบด้วยรายละเอียด ซึ่งอาจจะมีความคาบเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เป็นเหตุและเป็นผลโดยละเอียด กลุ่มหนึ่งจะแสดงให้เห็นถึงปัญหา และอีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นตัวตอบสนองเหตุการณ์ที่เป็นปัญหา โดยข้อความจะแสดงถึงวิธีการแก้ไข รูปแบบการเขียนข้อความประเภทนี้สังเกตได้จาก
คำสัญญาณดังต่อไปนี้ A problem is …………, A solution is …………….., The problem is solved by ……………, ………………..have solved this problem by ……….., This is how we did it.
เป็นต้น
1.4 กระบวนการเขียน
กระบวนการเขียน มี 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ ขั้นก่อนการเขียน ขั้นลงมือเขียนหรือขั้นร่าง และขั้นแก้ไข ปรับปรุง
1.5 เกณฑ์การประเมินทักษะการเขียน
จาคอบส์ (Jacobs. 1981 : 105) ได้เสนอแนะการตรวจเรียงความแบบรวมอีกวิธีหนึ่ง โดยการใช้เกณฑ์การประเมินแบบ ESL Composition Profile ซึ่งเป็นวิธีการตรวจเรียงความที่ละเอียดมากไว้ในหนังสือ Testing ESL Composition ซึ่งผู้ตรวจต้องตรวจเรียงความทั้งเรื่องโดยประเมินว่าผู้เขียนได้สื่อความคิดและความหมายเป็นกระบวนการ สื่อสารไปยังผู้อ่านได้ตรงตามจุดมุ่งหมายหรือไม่ นำส่วนประกอบทางภาษาหลายอย่างมาใช้อย่างไร โดยกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนไว้ 5 ด้าน คือ
1. เนื้อหา (Content) 30 คะแนน
2. การเรียบเรียง (Organization) 20 คะแนน
3. คำศัพท์ (Vocabulary) 20 คะแนน
4. การใช้ภาษา (Language Use) 25 คะแนน
5. กลไกทางภาษา (Mechanics) 5 คะแนน
ระดับความสามารถในการเขียนในแต่ละด้าน แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 ดีมากถึงดีเยี่ยม
ระดับที่ 2 ปานกลางถึงดี
ระดับที่ 3 อ่อนถึงพอใช้
ระดับที่ 4 อ่อนมาก
2. แผนผังความคิด
2.1 ความหมายของแผนผังความคิด
แผนผังความคิด เป็นความคิดรวบยอดที่แสดงออกมาเป็นภาพรวมอย่างเป็นระบบแต่มีอิสระ ช่วยให้ผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงของความคิดง่ายต่อการจดจำและเข้าใจ
2.2 เทคนิคของแผนผังความคิด
เป็นการทำงานร่วมมือกันของสมองด้านซ้ายและด้านขวาในการเชื่อมโยง ต่อ ผูกข้อมูลเข้าด้วยกัน ซึ่งโครงสร้างหรือการทำงานของสมองในการติดต่อ จัดการ รวบรวม บันทึก เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารต่างๆนั้นควรจะเริ่มด้วยความคิดหลัก (Main Ideas) ที่จุดกลางแล้วแตกสาขาแยกย่อยออกแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน (Buzan. 1991 : 106–107)
2.3 ขั้นตอนการสร้างแผนผังความคิด
1. เรื่องหรือประเด็นที่สนใจให้สร้างขึ้นตรงกลางของภาพ
2. ใจความหลักของหัวเรื่องจะแผ่ขยายมาจากตรงกลางของภาพออกมารอบทิศทางซึ่งเปรียบเสมือนกิ่งก้านที่แตกแยกออกมา
3. มีการวาดภาพหรือเขียนคำสำคัญลงบนเส้นของแต่ละกิ่งก้านที่แตกย่อยออกมาตามลำดับความสำคัญของแต่ละหัวข้อ โดยทั้งที่หัวข้อหลัก และหัวข้อรองจะมีการเชื่อมโยงกันด้วยกิ่งก้านที่แผ่ขยายออกมา
4. กิ่งก้านต่างๆ จะจัดสร้างรูปแบบโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันในลักษณะที่แตกต่างกันตามตำแหน่งและความสำคัญของประเด็นต่างๆ
2.4 กฎเกณฑ์การสร้างแผนผัง
1. เทคนิค (Technique) ในการสร้างแผนผังความคิดอย่างมีกฎเกณฑ์แบ่งออกเป็น 3 เทคนิค ดังนี้
1.1 ใช้การเน้น (Use Emphasis) โดยที่ใช้รูปภาพตรงกลางเสมอ ซึ่งรูปแบบที่สร้างนี้ ควรใช้ตั้งแต่ สี ขึ้นไปเพื่อสร้างความมีชีวิตชีวาและความน่าสนใจ ควรมีการใช้มิติในรูปภาพและคำต่างๆ ในแผนผังเพื่อความโดดเด่นและง่ายต่อการจำและการสื่อสาร รวมทั้งควรใช้คำ เส้นหรือรูปภาพที่มีขนาดแตกต่างกันออกไปเพื่อแสดงถึงลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในแผนผัง นอกจากนี้การเว้นระยะห่างของประเด็นต่างๆในแผนผังจะช่วยเพิ่มความชัดเจน ความสำคัญของ
แต่ละประเด็น ทั้งยังทำให้แผนผังมีความเป็นระเบียบและมีโครงสร้างอีกด้วย
1.2 ใช้ในการเชื่อมโยง (Association) โดยใช้ลูกศรเมื่อต้องการสร้างการเชื่อมโยง ภายในความคิดเดียวกันและระหว่างความคิดหลักแต่ละความคิดซึ่งลูกศรนี้อาจเป็นแบบหัวศรเดียวกันหรือหลายหัวก็ได้และมีขนาด รูปแบบ และมิติที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป โดยที่ลูกศรเหล่านั้นจะเป็นตัวบอกทิศทางด้านระยะทางให้กับความคิดของเรานอกจากนี้ควรมีการใช้สีต่างๆ เพราะการใช้สีต่างๆนั้น จะเป็นเครื่องมือที่มีอิทธิพลมากที่สุดตัวหนึ่งในการเพิ่มพูนความจำและความคิดสร้างสรรค์ การใช้สีเฉพาะกับพื้นที่เฉพาะในแผนผังจะทำให้เรารับรู้ข้อมูลได้เร็วขึ้นและยังช่วยพัฒนาความจำเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ และยังช่วยเพิ่มจำนวนและพิสัยของความคิดสร้างสรรค์ การใช้รหัสก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้เชื่อมโยงส่วนต่างๆของแผนผังได้ทันที อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลาโดยการใช้รหัสแทนคน โครงการ องค์ประกอบ หรือกระบวนการต่างๆ เป็นต้น
1.3 มีความชัดเจน (Clarity) โดยการเริ่มต้นจากการวางกระดาษที่จะใช้วาดแผนผังให้อยู่ใน แนวนอน เพราะจะทำให้มีอิสระและพื้นที่ว่างสำหรับการวาดแผนผังมากขึ้นและยังง่ายต่อการอ่านอีกด้วย ใช้คำหลักเพียงหนึ่งคำต่อหนึ่งเส้นเท่านั้นและลากเส้นให้ยาวเท่ากับความยาวของคำซึ่งจะช่วยวางคำให้ใกล้ไกลมากขึ้น ครอบคลุมคำทุกคำที่เขียนให้ชัดเจนเพราะจะทำให้จดจำได้ง่ายขึ้น และยังแสดงถึงความสำคัญของคำที่เกี่ยวข้องในแผนผัง ในการเขียนคำลงบนเส้นนั้น พยายามเขียนคำให้ไม่กลับหัว โดยพยายามรักษามุมในการเขียนคำให้มากที่สุด ไม่เกิน 45 องศา ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจความคิดที่แสดงออกมามากขึ้น และเส้นต่างๆเหล่านั้น จะสร้างโครงให้กับร่างของคำ ซึ่งเป็นการเตรียมการจัดระบบความคิด และความเป็นระเบียบ ที่จะทำให้มีความชัดเจนและช่วย ในการระลึกข้อมูลที่เอื้อต่อการเชื่อมโยงคำต่างๆ เข้าด้วยกัน และในการวาดเส้นกลาง ควร วาดให้หนากว่าเส้นอื่นๆ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กับเส้นอื่น ๆ นอกจากนี้ในการวาดรูปภาพ ควรวาดให้ชัดเจนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะว่าความชัดเจนภายนอกจะเป็นตัวส่งเสริมความชัดเจนภายในความคิด
1.4 สร้างหรือพัฒนารูปแบบส่วนตัว (Personal Style) ในการสร้างแผนผังให้มีลักษณะตามความคิดของตนเองนั้น ย่อมทำได้แต่ยังต้องรักษากฎเกณฑ์ของการสร้างแผนผังความคิดด้วย จะเป็นผลทำให้จดจำข้อมูลในแผนผังความคิดได้ง่ายขึ้น
2. แบบแผน กฎของแบบแผนก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของการสร้างแผนผังความคิดซึ่งแบ่งเป็น 2 ประการ ดังนี้
2.1 เรียงลำดับขั้นการแบ่งประเภทในแบบของการเรียงลำดับความคิดพื้นฐานจะช่วยให้พลังสมองเพิ่มมากขึ้น
2.2 เรียงลำดับตัวเลข (Numerical Order) ในกรณีที่ต้องการสร้างแผนผังความคิดในงานเฉพาะกิจ เช่น การสอบ การกล่าวสุนทรพจน์ เป็นต้น การใช้ตัวเลขจะช่วยให้จัดขั้นตอนในการนำเสนอได้ดีขึ้น และช่วยให้เกิด ความคิดเชิงตรรกะมากขึ้น
2.5 รูปแบบแผนผังความคิด
1. แผนผังความคิดรวบยอด (A Concept Map) ทำได้โดยเขียนความคิดรวบยอดไว้ข้างบนหรือตรงกลางแล้วลากเส้นให้สัมพันธ์กับความคิดรวบยอดอื่นๆ ที่สำคัญรองลงมาหรือความคิดที่ละเอียดซับซ้อนยิ่งขึ้น
2. แผนผังใยแมงมุม(A Spider Map) ทำได้โดยเขียนความคิดรวบยอดที่สำคัญไว้กึ่งกลาง แล้วเขียนคำอธิบายบอกลักษณะของความคิดรวบยอดอื่นๆ ไว้ด้วย
3. แผนผังความคิดรูปวงกลมทับเหลื่อม (An Overlapping Circles Map) เป็นการเขียน เพื่อนำเสนอสิ่งที่เหมือนกันและความแตกต่าง
4. แผนผังวงจร (A Circle Map) เป็นการเขียนแผนผังความคิดเพื่อเสนอขั้นตอนต่างๆ ที่สัมพันธ์เรียงลำดับเป็นวงกลม
5. แผงผังก้างปลา (A Fishbone Map) เป็นการเขียนแผนผังโดยกำหนดประเด็นหรือเรื่องแล้วเสนอสาเหตุและผลต่างในแต่ละด้าน
6. แผนผังแสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองกลุ่ม (A Two –group Interaction map) เป็นการเขียนเพื่อเสนอวัตถุประสงค์ การกระทำและการตอบสนองของกลุ่มสองกลุ่มที่ขัดแย้งหรือแตกต่างกัน
7. แผนผังตารางเปรียบเทียบ (A Compare Table Map) เป็นการเขียนตารางเพื่อเปรียบเทียบสองสิ่งในประเด็นที่กำหนด
2.6 ประโยชน์ของแผนผังความคิดที่มีต่อการเขียน
1. ช่วยให้นักเรียนเชื่อมโยงความคิดทั้งหลายเข้าด้วยกันและช่วยให้นักเรียนเรียนรู้อย่างมีวิจารณญาณ
2. ช่วยขจัดคำที่ไม่ต้องการ และสามารถเน้นและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคำ
3. เป็นการวางแผนเนื้อหาที่จะเขียนก่อนลงมือเขียนจริง
4. ช่วยให้เกิดความลื่นไหลในความคิดและเป็นแนวทางในการกำหนดประเด็น
5. ช่วยสรุปย่อข้อมูล
6. ช่วยให้ผู้เขียนมองเห็นภาพรวมของงานเขียนรวมทั้งสามารถควบคุมประเด็นให้อยู่ในเรื่องที่จะเขียน
7. ใช้เป็นเครื่องมือในการจดบันทึกการอ่านหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร ใช้ในการวางแผนการเขียนงานวิชาการหรือการเขียนรายงาน
3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้แผนผังความคิดในการสอนภาษาอังกฤษ
งานวิจัยในประเทศ
กรแก้ว แก้วคงเมือง (2544 : 51) ศึกษาผลของการฝึกสร้างแผนผังทางปัญญาที่มีต่อความเข้าใจและความคงทนของความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 พบว่านักเรียนมีคะแนนความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษสูงขึ้น นักเรียนที่ได้รับการฝึกจะมีเกิดความคล่องและคิดต่อเนื่อง รู้จักเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ มากขึ้น ช่วยให้พัฒนากระบวนการคิดและการจัดระเบียบข้อมูลที่ได้รับมาอย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น
สมาน ถาวรรัตนวณิช (2541) ได้ศึกษาผลการใช้เทคนิคผังความคิดที่มีความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยในระหว่างการทดลอง กลุ่มทดลองได้รับการฝึกใช้เทคนิคผังความคิด ส่วนกลุ่มควบคุมทำกิจกรรมตามปกติ วัดความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ของทอร์แรนซ์ และวัดความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มตัวอย่างจากงานประดิษฐ์ของกลุ่มตัวอย่าง ผลการค้นคว้าพบว่า คะแนนความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมในแต่ละระดับของลักษณะบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างมีนัยทางสถิติ ที่ระดับ .01 คะแนนความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01คะแนนความคิดสร้างสรรค์จากงานประดิษฐ์หลังการทดลองและกลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกัน
สมพร ชาวไทย (2548 : 101-104) ทำการศึกษาการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องทักษะการเขียนจดหมาย โดยใช้แผนที่ความคิดวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนที่ได้รับการฝึกฝนด้านการเขียนจดหมายจากแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนที่ความคิด นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองทั้งแบบกลุ่มและงานเดี่ยว ส่งผลให้ความรเพิ่มขึ้น นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบตามความสามารถและความสนใจ นักเรียนจดจำเรื่องราวหรือข้อเท็จจริงเป็นแผนภาพ ทำให้ง่ายต่อการจดจำเป็นการเสริมแรงทำให้การเรียนรู้มีความหมายมากขึ้น
งานวิจัยต่างประเทศ
สินาทราและคนอื่นๆ (Sanatra and others. 1986 : 5-6) ได้ทำการค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เทคนิคการสร้างผังโยงความสัมพันธ์ความหมายในการสอนเขียนกับนักศึกษาปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัยที่ประสบปัญหาในการเรียน โดยกลุ่มนักศึกษาดังกล่าวอ่านงานเขียนที่มีลักษณะการเรียงลำดับเหตุการณ์ (Sequential) การพรรณา (Descriptive) การเปรียบเทียบ (Compare and Contrast) การจำแนกประเภท (Classification) จากนั้นจึงให้เติมโครงร่างของเรื่อง (Skeleton map) ให้สมบูรณ์จากความจำ เขียนเรื่องโดยใช้สำนวนของตนเอง โดยมีโครงสร้างของเรื่องฝึกสร้างเองเป็นแนวทาง จึงเท่ากับใช้โครงสร้างของผู้เรียนเดิมเรียงเรียงขึ้นใหม่ โดยกำหนดความคิดและเนื้อหาเอาเอง และเขียนเรื่องตามโครงสร้างที่ร่างไว้ ผู้วิจัยสรุปว่าหลังการทดลองนักศึกษามีคะแนนงานเขียนและความเข้าใจในการอ่านสูงขึ้นกว่าเดิม
เบย์ (Bay. 1985) ได้ทำการศึกษาด้วยการนำ Astute Activities นำมาใช้สอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในวิชาภาษาอังกฤษ กิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วยการระดมสมองการฝึกหัดการเขียนอย่างสร้างสรรค์โดยใช้บุคลิกลักษณะของนักเรียน การอภิปรายประเด็นที่หลากหลายจากรูปแบบของคุณลักษณะ รวมทั้งเทคนิคแผนผังความคิด ผลปรากฏว่าความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานของนักเรียน การพูดการเขียนสูงขึ้นรวมทั้งความสามารถในการเขียน และความตระหนักต่อประเด็นปัญหาต่างๆดีขึ้นด้วย
แมคเคลน (McClian. 1986) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการนำแผนผังทางปัญญามาใช้ในการอธิบายโครงสร้างของเนื้อหาวิชา ก่อนทำการสอน ซึ่งทำการศึกษากับนักเรียนในระดับมหาวิทยาลัย พบว่าเทคนิคแผนผังทางปัญญา ช่วยให้นักเรียนเกิดมโนทัศน์ได้ดีขึ้น รวมทั้งยังพบว่า มีส่วนช่วยในการจดบรรยาย พัฒนาคุณภาพในการระดมสมองของนักศึกษา ทำให้การจดบันทึกชัดเจน นักศึกษามีความคิด เป็นอิสระมากขึ้น รวมทั้งยังช่วยเพิ่มความเข้าใจด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์แต่ละบุคคลได้ดี

6. แนวทางการนำนวัตกรรมไปใช้
1. คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง โดยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)
2. ทดสอบกลุ่มทดลองก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง คาบละ 60 นาที
3. จัดปฐมนิเทศ เพื่อทำความเข้าใจกับผู้เรียนเกี่ยวกับวิธีการสอนเขียนแบบใช้แผนผังความคิดบทบาทของผู้เรียนในกลุ่มย่อยและบทบาทของผู้สอน เป้าหมายและจุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและประเมินผลและเกณฑ์การให้คะแนนต่างๆ
4. ดำเนินการทดลอง ตามแผนการจัดการเรียนรู้ด้านการเขียนโดยใช้แผนผังความคิด จำนวน 4 แผน แผนละ 4 คาบ รวม 16 คาบ คาบละ 60 นาที
5, หลังจากเสร็จสิ้นการจัดการเรียนรู้ด้านการเขียนโดยใช้แผนผังความคิดแล้ว ผู้วิจัยทำการทดสอบกลุ่มทดลองหลังเรียน (Posttest) โดยใช้แบบทดสอบวัดความสามารถทางการเขียนแบบคู่ขนาน ใช้เวลา 1 คาบ คาบละ 60 นาที
6. ประเมินระดับความคิดเห็นของนักเรียน โดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนเขียนโดยใช้แผนผังความคิด หลังจากเสร็จสิ้นการทดลอง
7. รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ เพื่อทดสอบสมมติฐานโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป
8. รวบรวมข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการสอนเขียนโดยใช้แผนผังความคิดมาหาค่าเฉลี่ยร้อยละ
9. รวบรวมข้อมูล สรุปและอภิปรายผลการทดลอง

7. ผลที่เกิดจากการนำนวัตกรรมไปใช้
1. หลังจากได้รับการสอนเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้แผนผังความคิด ผู้เรียนมีความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษโดยรวมและรายด้านสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการสอนเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้แผนผังความคิด ทำให้ผู้เรียนมีความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษสูงขึ้น
2. หลังจากได้รับการสอนเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้แผนผังความคิด ผู้เรียนมีความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษในด้านองค์ประกอบการเขียนรายด้านทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านการเรียบเรียง ด้านคำศัพท์ ด้านการใช้ภาษา และด้านกลไกทางภาษา หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการสอนเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้แผนผังความคิด ทำให้ผู้เรียนมีความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษในแต่ละองค์ประกอบของการเขียนสูงขึ้น
3. ผู้เรียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมการสอนเขียนโดยใช้แผนผังความคิดโดยรวมและแต่ละข้อ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.22 โดยใช้มาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ
8. คุณค่าของนวัตกรรม
จะทำให้ทราบผลการใช้แผนผังความคิดเพื่อการพัฒนาความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษ ในขั้นตอนการเรียบเรียงความคิดซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนการเขียนที่ช่วยให้ผู้เขียนสามารถระดมและเรียบเรียงความคิดที่จะใช้เขียนอย่างเป็นระบบเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ถ่ายทอดความคิดได้มากขึ้น มีการใช้คำศัพท์มากขึ้น มีรูปแบบการเขียนที่ชัดเจนและหลากหลาย ในรูปแบบการเขียนแบบบรรยาย แบบเล่าเรื่อง และแบบเปรียบเทียบ และเพื่อเป็นแนวทางแก่ครูผู้สอน ผู้พัฒนาหลักสูตร นักเรียน ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ที่สนใจในการจัดกิจกรรมการสอนเขียนโดยใช้แผนผังความคิด เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาวิธีการสอนเขียน ปรับใช้กับระดับชั้นอื่นๆ

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

หัวใจสำคัญของความสำเร็จของการประกันคุณภาพ คือการมีวัฒนธรรมคุณภาพในสถานศึกษาและความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาและครูอาจารย์

วัฒนธรรมคุณภาพ คือการที่ทุกคนในสถานศึกษามีจิตสำนึกและความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ได้มาตรฐานทุกคน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูอาจารย์จะรับผิดชอบคิดค้นแสวงหาวิธีการต่าง ๆ นำมาปฏิบัติอย่างดีที่สุดที่จะให้นำไปสู่ผลที่ผู้เรียน

ความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารและครูอาจารย์อยู่ที่ความเชื่อว่าผู้เรียนทุกคนเรียนรู้ได้ มีความมุ่งมั่นพยายามคิดค้นวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยไม่ต้องรอคำสั่งหรือรอคำแนะนำจากส่วนกลาง เมื่อพบปัญหาอุปสรรคจะไม่ปล่อยวางปัญหา แต่จะคิดค้น ศึกษา วิจัย ค้นคว้าและกล้าลองแก้ปัญหาด้วยตนเองในวิธีการใหม่ ๆ เมื่อทดลองทำไปและประเมินปรับปรุงแก้ไขไปสักระยะหนึ่งก็จะแก้ปัญหาได้สำเร็จ

การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าหัวใจของความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา อยู่ที่ผู้บริหาร ครูและอาจารย์ในแต่ละสถานศึกษานั่นเอง
วัฒนธรรมการทำงานที่ดีงามจะมาจากสองส่วน คือ มีระบบการทำงานที่ดี และมีคนเก่งคนดีอยู่ในระบบเพื่อร่วมรักษาระบบให้ยั่งยืน หัวใจสำคัญคงอยู่ที่การบริหารบุคคลว่าจะสามารถกลั่นกรองหาคนเก่งคนดีมาเข้าระบบงานได้ดีเพียงใด และมีระบบที่ส่งเสริมคนเก่งคนดี ให้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในการทำงาน ในขณะเดียวกันก็ควบคุมคนไม่ดีอย่าให้มีอำนาจรับผิดชอบบริหารงาน น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการมีวัฒนธรรมที่พึงปรารถนา

Toni Braxton - Un Break my Heart

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

ครูในฐานะผู้เรียนรู้
ครูผู้มีอิทธิพลต่อนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง ความก้าวหน้าของครูหมายถึงความ
ก้าวหน้าของนักเรียน สิ่งที่จะต้องพัฒนาในโรงเรียนคงจะไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าการพัฒนา
วิชาชีพ และบุคคลิกภาพของครูที่จะส่งผลต่อการพัฒนาทักษะ ความเชื่อมั่นในตนเอง และ
พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพครู ก็คือการ
พัฒนาขีดความสามารถในการสังเกตและวิเคราะห์ผลลัพธ์ของวิธีการสอน และสื่อการเรียน
การสอนที่ครูนำมาใช้ ตลอดจนเรียนรู้วิธีที่จะปรับปรุงการเรียนการสอนจากการสังเกตุ
และวิเคราะห์นั้น ทั้งนี้รวมถึงการที่ครูจะต้องร่วมมือกับครูอื่น ๆ ให้เกิดการพัฒนา
ไปพร้อม ๆ กัน
“ฝากไว้ให้ครูคิด”
จะใช้ยุทธศาสตร์อะไร โรงเรียนจึงจะมีประสิทธิภาพ
เราจะใช้ยุทธศาสตร์ 5 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน คือ
1. การกระจายอำนาจ (ในการบริหาร)
2. การใช้แผนยุทธศาสตร์ (เป็นเครื่องมือปรับปรุงโรงเรียน)
3. การมีส่วนร่วม (ของทุกฝ่ายที่มีประโยชน์ได้เสียกับโรงเรียน)
4. การประเมินผลและการรายงาน
5. การประกันคุณภาพ
ก่อนนี้อะไร ๆ ก็ต้องสั่งจากกรมต้องบัญชาการจากกระทรวงในกรุงเทพฯ เด็กในโรงเรียนซึ่งเป็น
ผลผลิตปลายทางห่างไกล จึงไม่ได้รับการหล่อหลอมเอาใจใส่ได้ระดับนักคุณภาพการเรียนย่ำแย่ก็จับมือ
ผู้รับผิดชอบที่แท้จริงไม่ได้สถาบันการศึกษาจึงผลิต ประกาศนียบัตรลดราคาออกมาเยอะ (ทำงานที่ไหนเขา
ก็ไม่บรรจุเต็มอัตราตามวุฒิ)
ต่อไปนี้ต้องกระจายอำนาจการบริหารให้ผู้อยู่ติดกับเด็ก คือ โรงเรียนคิดเอง ทำเอง วางแผนเอง
บริหารเอง แก้ไขปัญหาเอง ตัดสินใจเอง และต้องรับผิดชอบต่อผลการเรียนของเด็กเองด้วย ขณะเดียวกัน
ก็ให้ผู้มีประโยชน์ได้เสียร่วมกัน อันได้แก่ ตัวนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ครู - อาจารย์ ผู้บริหารสถาน
ศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและมีส่วนรับผิดชอบด้วยกัน
แต่ละโรงเรียนจะต้องใช้แผนยุทธศาสตร์ อันเป็นแผนปรับปรุงพัฒนาเฉพาะของแต่ละโรงเรียน
เป็นเครื่องมือทำงานแต่ละช่วงเวลาอย่างมีเป้าหมายชัดเจน แก้ปัญหาเฉพาะของตนเอง มีจุดเน้นและ
แนวทางปรับปรุงพัฒนาเป็นการเฉพาะโรงเรียนอย่างแน่นอน
มี Teaching Focus
เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ปฏิรูปกันมาก เช่น สร้างห้องปฏิบัติการภาษา อุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์
เครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และการทำโรงเรียนให้เป็นปัจจุบัน แม้กระทั่งการประกาศเป็นโรงเรียน
ปฏิรูป เป็นเรื่องเดียวกับปฏิรูปขณะนี้หรืออย่างไร?
เป็นการปฏิรูปการศึกษาในแนวหนึ่ง ตามวิธีของผู้รับผิดชอบในช่วงนั้นเป็นการปฏิรูปตามแบบ
การใช้นวัตกรรม (Innovation แนวความคิดใหม่)
การปฏิรูปเป็นการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น อะไรที่ผู้รับผิดชอบคาดว่าการศึกษาจะดีขึ้นก็จับใส่เข้าไป
ในระบบการศึกษา เช่นเห็นว่าโรงเรียนมีสภาพใหม่ มั่นคงปลอดภัย สีสันงดงามจะทำให้เด็กเรียนได้ดี
ก็ทำกันใหญ่ ทำให้เป็น " โรงเรียนปัจจุบัน " เห็นว่าเด็กไทยอ่อน วิทยาศาสตร์ ก็โถมเครื่องไม้เครื่องมือ
สื่ออุปกรณ์เข้าไป เทคโนโลยีข่าวสารเช่น คอมพิวเตอร์อย่างดีราคาแพง ก็ล้วนคิดว่าเป็นนวัตกรรม
(แนวความคิดใหม่) ที่จะช่วยให้เด็กสร้างคุณลักษณะของคนทันสมัยทันเหตุการณ์ และมีคุณภาพการเรียน
ดีขึ้น ไม่มีเงินเพื่อการเหล่านี้ไว้ก่อนก็ปรับเปลี่ยนงบประมาณแผ่นดินโปะเข้าไปหลายพันล้าน จนมีคนโวย
เรื่องความโปร่งใสเข้าไปถึงสภาผู้แทน
หลายสิบประเทศในโลกก็ปฏิรูปการศึกษาของตน โดยยุทธศาสตร์นวัตกรรม (innovation
approach) ดังกล่าว คือ ใส่แนวความคิดใหม่เข้าไปในระบบการศึกษา ไม่ว่าเรื่องบริหารหลักสูตร
วิธีการสอน เครื่องมือ การประเมินผล แม้กระทั่งปรัชญาการศึกษา หรือ กระบวนการสร้างแรงจูงใจ
ครูบาอาจารย์ และอื่น ๆ อีกมากมายหลายแนวคิด
ผมไม่เห็นด้วยกับกลยุทธแบบนี้เพราะเป็นการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงเป็นจุด ๆ เป็นเรื่อง ๆ
ไม่เป็นกระบวนการ ไม่ครบวงจรเป็นการปฏิรูปจากบน(สั่งลง) มาล่าง จึงไม่ได้ผลตามที่ควร แม้จะมีการ
เปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้นก็ไม่ยั่งยืน เปลี่ยนแปลงแต่พื้นผิว ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถาวร ที่ทำมาแล้วนั้น
จึงเหมือนการปฏิรูป " ความพร้อม " ซึ่งเป็นตัวป้อน (Input) ทางการศึกษาเหมือนจัดให้ได้เครื่องมือ
และเทคโนโลยีจับปลาที่ล้ำยุค แต่จับปลาไม่ได้ผล หรือการได้อุปกรณ์พร้อม วัตถุดิบปรุงอาหารครบครัน
ทันสมัย แต่เสร็จแล้วไม่ได้อรรถรส ลูกค้าเบ้หน้า
เพราะขาดบางส่วนในกระบวนการ
ไป ๆ มา ๆ ครูบาอาจารย์และผู้คนในสังคมก็ลืมเลือน เหลวเป๋ว รังแต่ทำให้การปฏิรูปเสียชื่อ