วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

จะใช้ยุทธศาสตร์อะไร โรงเรียนจึงจะมีประสิทธิภาพ
เราจะใช้ยุทธศาสตร์ 5 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน คือ
1. การกระจายอำนาจ (ในการบริหาร)
2. การใช้แผนยุทธศาสตร์ (เป็นเครื่องมือปรับปรุงโรงเรียน)
3. การมีส่วนร่วม (ของทุกฝ่ายที่มีประโยชน์ได้เสียกับโรงเรียน)
4. การประเมินผลและการรายงาน
5. การประกันคุณภาพ
ก่อนนี้อะไร ๆ ก็ต้องสั่งจากกรมต้องบัญชาการจากกระทรวงในกรุงเทพฯ เด็กในโรงเรียนซึ่งเป็น
ผลผลิตปลายทางห่างไกล จึงไม่ได้รับการหล่อหลอมเอาใจใส่ได้ระดับนักคุณภาพการเรียนย่ำแย่ก็จับมือ
ผู้รับผิดชอบที่แท้จริงไม่ได้สถาบันการศึกษาจึงผลิต ประกาศนียบัตรลดราคาออกมาเยอะ (ทำงานที่ไหนเขา
ก็ไม่บรรจุเต็มอัตราตามวุฒิ)
ต่อไปนี้ต้องกระจายอำนาจการบริหารให้ผู้อยู่ติดกับเด็ก คือ โรงเรียนคิดเอง ทำเอง วางแผนเอง
บริหารเอง แก้ไขปัญหาเอง ตัดสินใจเอง และต้องรับผิดชอบต่อผลการเรียนของเด็กเองด้วย ขณะเดียวกัน
ก็ให้ผู้มีประโยชน์ได้เสียร่วมกัน อันได้แก่ ตัวนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ครู - อาจารย์ ผู้บริหารสถาน
ศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและมีส่วนรับผิดชอบด้วยกัน
แต่ละโรงเรียนจะต้องใช้แผนยุทธศาสตร์ อันเป็นแผนปรับปรุงพัฒนาเฉพาะของแต่ละโรงเรียน
เป็นเครื่องมือทำงานแต่ละช่วงเวลาอย่างมีเป้าหมายชัดเจน แก้ปัญหาเฉพาะของตนเอง มีจุดเน้นและ
แนวทางปรับปรุงพัฒนาเป็นการเฉพาะโรงเรียนอย่างแน่นอน
มี Teaching Focus
เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ปฏิรูปกันมาก เช่น สร้างห้องปฏิบัติการภาษา อุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์
เครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และการทำโรงเรียนให้เป็นปัจจุบัน แม้กระทั่งการประกาศเป็นโรงเรียน
ปฏิรูป เป็นเรื่องเดียวกับปฏิรูปขณะนี้หรืออย่างไร?
เป็นการปฏิรูปการศึกษาในแนวหนึ่ง ตามวิธีของผู้รับผิดชอบในช่วงนั้นเป็นการปฏิรูปตามแบบ
การใช้นวัตกรรม (Innovation แนวความคิดใหม่)
การปฏิรูปเป็นการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น อะไรที่ผู้รับผิดชอบคาดว่าการศึกษาจะดีขึ้นก็จับใส่เข้าไป
ในระบบการศึกษา เช่นเห็นว่าโรงเรียนมีสภาพใหม่ มั่นคงปลอดภัย สีสันงดงามจะทำให้เด็กเรียนได้ดี
ก็ทำกันใหญ่ ทำให้เป็น " โรงเรียนปัจจุบัน " เห็นว่าเด็กไทยอ่อน วิทยาศาสตร์ ก็โถมเครื่องไม้เครื่องมือ
สื่ออุปกรณ์เข้าไป เทคโนโลยีข่าวสารเช่น คอมพิวเตอร์อย่างดีราคาแพง ก็ล้วนคิดว่าเป็นนวัตกรรม
(แนวความคิดใหม่) ที่จะช่วยให้เด็กสร้างคุณลักษณะของคนทันสมัยทันเหตุการณ์ และมีคุณภาพการเรียน
ดีขึ้น ไม่มีเงินเพื่อการเหล่านี้ไว้ก่อนก็ปรับเปลี่ยนงบประมาณแผ่นดินโปะเข้าไปหลายพันล้าน จนมีคนโวย
เรื่องความโปร่งใสเข้าไปถึงสภาผู้แทน
หลายสิบประเทศในโลกก็ปฏิรูปการศึกษาของตน โดยยุทธศาสตร์นวัตกรรม (innovation
approach) ดังกล่าว คือ ใส่แนวความคิดใหม่เข้าไปในระบบการศึกษา ไม่ว่าเรื่องบริหารหลักสูตร
วิธีการสอน เครื่องมือ การประเมินผล แม้กระทั่งปรัชญาการศึกษา หรือ กระบวนการสร้างแรงจูงใจ
ครูบาอาจารย์ และอื่น ๆ อีกมากมายหลายแนวคิด
ผมไม่เห็นด้วยกับกลยุทธแบบนี้เพราะเป็นการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงเป็นจุด ๆ เป็นเรื่อง ๆ
ไม่เป็นกระบวนการ ไม่ครบวงจรเป็นการปฏิรูปจากบน(สั่งลง) มาล่าง จึงไม่ได้ผลตามที่ควร แม้จะมีการ
เปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้นก็ไม่ยั่งยืน เปลี่ยนแปลงแต่พื้นผิว ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถาวร ที่ทำมาแล้วนั้น
จึงเหมือนการปฏิรูป " ความพร้อม " ซึ่งเป็นตัวป้อน (Input) ทางการศึกษาเหมือนจัดให้ได้เครื่องมือ
และเทคโนโลยีจับปลาที่ล้ำยุค แต่จับปลาไม่ได้ผล หรือการได้อุปกรณ์พร้อม วัตถุดิบปรุงอาหารครบครัน
ทันสมัย แต่เสร็จแล้วไม่ได้อรรถรส ลูกค้าเบ้หน้า
เพราะขาดบางส่วนในกระบวนการ
ไป ๆ มา ๆ ครูบาอาจารย์และผู้คนในสังคมก็ลืมเลือน เหลวเป๋ว รังแต่ทำให้การปฏิรูปเสียชื่อ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น